Streaming คืออะไร
“สตรีมมิ่ง” (Streaming) ถูกนำไปใช้ในกรณีที่เปิดไฟล์
มัลติมีเดียบนเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องมีการดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ต
เนื่องจากการดาวน์โหลดไฟล์มัลติมีเดียทั้งไฟล์จะใช้เวลาค่อนข้างมาก ดังนั้น
การเล่นไฟล์มัลติมีเดียเช่น คลิปวิดีโอจากอินเตอร์เน็ตด้วยเทคนิค Streaming
จะทำให้สามารถแสดงผลข้อมูลได้ก่อนที่ไฟล์ทั้งหมดจะถูกส่งผ่านเข้ามายัง
เครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างการใช้เทคนิค Streaming เช่น
ในเว็บไซต์ที่ให้บริการฟังเพลง หรือชมคลิปวิดีโอและมัลติมีเดียต่างๆ
ในการทำให้เทคนิค Streaming สามารถเล่นไฟล์มัลติมีเดียได้อย่างสมบูรณ์นั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้จะต้องมีการประมวลผลที่เร็วพอ เนื่องจาก
ข้อมูลที่ถูกส่งเข้ามายังเครื่องจะถูกจัดเก็บไว้ในหน่วยความจำบัฟเฟอร์ และยังต้องมีการแปลงข้อมูลเหล่านั้น เพี่อนำไปแสดงผลในรูปแบบของเสียง
หรือวิดีโอ ซึ่งถ้าขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งล่าช้า คุณก็จะสังเกตเห็นได้ทันทีว่า เสียง หรือคลิปวิดีโอที่กำลังชมอยู่จะมีการกระตุก หรือหยุดนิ่งเป็นระยะ
http://www.dpu.ac.th/techno/page.php?id=2995
วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560
Knowledge คืออะไร
Knowledge คืออะไร
Knowledge (ความรู้) คือสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา ความรู้ นั้นเป็นสิ่งที่ยากที่จะกำหนดขอบเขตของความหมาย
และความรู้ จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้นิยามความหมายไว้ว่า ความรู้ คือสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือจากประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ ความเข้าใจหรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ องค์วิชาในแต่ละสาขา
ความรู้นั้นก็มีอยู่ 2 ชนิดคือ
1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในสมอง ( Tacit Knowledge ) อาจเรียกง่ายๆ ว่า ความรู้ในตัวคน ได้แก่ ความรู้ที่เป็นทักษะ ประสบการณ์ ความคิดริเริ่ม พรสวรรค์ หรือสัญชาติญาณของบุคคลในการทำความเข้าใจ สิ่งต่างๆ บางครั้งเรียกว่าความรู้แบบนามธรรม
2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge ) อาจเรียกว่าความรู้นอกตัวคน เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นหนังสือ ตำราเอกสาร กฎระเบียบ วิธีปฏิบัติงาน เป็นต้น บางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม
ลำดับชั้นของความรู้ ดังนี้
1. ข้อมูล (Data) เป็น ข้อมูลดิบที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผล หรือเป็นกลุ่มของข้อมูลดิบที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน
2. สารสนเทศ (Information) เป็น ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการประมวลผลโดยรวบรวมและสังเคราะห์เอาเฉพาะข้อมูลที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่องานที่ทำ
3. ความรู้ (Knowledge) เป็น ผลจากการขัดเกลาและเลือกใช้สารสนเทศ โดยมีการจัดระบบความคิด เสียใหม่ให้เป็น “ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง”
4. ความเฉลียวฉลาด (Wisdom) เป็น การนำเอาความรู้ต่าง ๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกันเพื่อใช้ให้เกิดเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ
5. เชาวน์ปัญญา (Intelligence) เป็น ผลจากการปรุงแต่งและจดจำความรู้และใช้ความเฉลียวฉลาดต่าง ๆในสมอง ทำให้เกิดความคิดที่รวดเร็วและฉับไว สามารถใช้ความรู้และความเฉลียวฉลาดโดยใช้ช่วงเวลาสั้นกว่า
อ้างจาก
https://www.gotoknow.org/posts/396638 ///// https://www.im2market.com/2016/08/26/3502 /////
Knowledge (ความรู้) คือสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา ความรู้ นั้นเป็นสิ่งที่ยากที่จะกำหนดขอบเขตของความหมาย
และความรู้ จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้นิยามความหมายไว้ว่า ความรู้ คือสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือจากประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ ความเข้าใจหรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ องค์วิชาในแต่ละสาขา
ความรู้นั้นก็มีอยู่ 2 ชนิดคือ
1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในสมอง ( Tacit Knowledge ) อาจเรียกง่ายๆ ว่า ความรู้ในตัวคน ได้แก่ ความรู้ที่เป็นทักษะ ประสบการณ์ ความคิดริเริ่ม พรสวรรค์ หรือสัญชาติญาณของบุคคลในการทำความเข้าใจ สิ่งต่างๆ บางครั้งเรียกว่าความรู้แบบนามธรรม
2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge ) อาจเรียกว่าความรู้นอกตัวคน เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นหนังสือ ตำราเอกสาร กฎระเบียบ วิธีปฏิบัติงาน เป็นต้น บางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม
ลำดับชั้นของความรู้ ดังนี้
1. ข้อมูล (Data) เป็น ข้อมูลดิบที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผล หรือเป็นกลุ่มของข้อมูลดิบที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน
2. สารสนเทศ (Information) เป็น ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการประมวลผลโดยรวบรวมและสังเคราะห์เอาเฉพาะข้อมูลที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่องานที่ทำ
3. ความรู้ (Knowledge) เป็น ผลจากการขัดเกลาและเลือกใช้สารสนเทศ โดยมีการจัดระบบความคิด เสียใหม่ให้เป็น “ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง”
4. ความเฉลียวฉลาด (Wisdom) เป็น การนำเอาความรู้ต่าง ๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกันเพื่อใช้ให้เกิดเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ
5. เชาวน์ปัญญา (Intelligence) เป็น ผลจากการปรุงแต่งและจดจำความรู้และใช้ความเฉลียวฉลาดต่าง ๆในสมอง ทำให้เกิดความคิดที่รวดเร็วและฉับไว สามารถใช้ความรู้และความเฉลียวฉลาดโดยใช้ช่วงเวลาสั้นกว่า
อ้างจาก
https://www.gotoknow.org/posts/396638 ///// https://www.im2market.com/2016/08/26/3502 /////
วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560
RFID มีประโยชน์อะไรบ้าง
ประโยชน์ของ RFID
ในปัจจุบันRFID เป็นเทคโนโลยีที่กำลังมีบทบาทและความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การประยุกต์เทคโนโลยี RFID มีรูปแบบหลากหลายด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันแต่อยู่บนหลักการพื้นฐานเดียวกัน นั่นคือการใช้คลื่นความถี่วิทยุเพื่อการระบุตัวตนของวัตถุหรือเจ้าของวัตถุที่ติดป้าย RFID แทนการระบุด้วยวิธีการอื่น ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่า สามารถอ่านและเขียนข้อมูลกลับลงไปยังแทกส์ได้ โดยสามารถใส่ข้อมูลอื่นๆ เช่นลักษณะของสินค้า,สถานที่ผลิต,วันเดือนปีที่ผลิต ตามแต่จะออกแบบใช้ ความเหนือชั้นของ RFID ที่มีมากกว่า barcode มีหลายอย่างโดยเฉพาะสามารถอ่านข้อมูลได้โดยไม่ต้องมีการสัมผัส ไม่ต้องมองเห็นแทกส์ ทนต่อความเปียกชื้น สามารถอ่านค่าได้แม้ในขณะที่วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ และทั้งหมดเป็นไปโดยอัตโนมัติ
ปัจจุบันมีการนำระบบ RFID มาประยุกต์ใช้กับงานต่างๆ อย่างมากมาย อาทิ
- ทดแทนระบบบาร์โค้ด (Barcode) รุ่นเก่า
- Access Control / Personal Identification หรือการเข้าออกอาคารแทนการใช้บัตรแม่เหล็กรูดแบบเดิม เนื่องจากบัตรแม่เหล็กรูดมากๆ ก็จะเสื่อม แต่บัตรแบบ RFID เป็นเพียงการแตะหรือแสดงผ่านหน้าเครื่องอ่านเท่านั้น อีกทั้ง
ยังสามารถตรวจสอบเวลาเข้า – ออกงานของพนักงานได้อีกด้วย นอกจากนี้จึงใช้เป็นบัตรเข้า-ออกตามอาคาร และบัตรโดยสารของรถไฟฟ้าใต้ดิน
- ด้านน่าสนใจคือ ห่วงโซ่อุปทาน และระบบโลจิสติกส์ ภาพที่จะเห็นในโรงงานอนาคตคือ สามารถติด Tag
ไว้กับชิ้นงาน เมื่อชิ้นงานผ่านสายพานขนสินค้าในโรงงาน แต่ละแผนกจะรู้ว่าต้องทำอย่างไร ติดอะไรบ้าง และต้องส่งไปที่ไหนต่อ รวมถึงการจัดการสินค้าในคลังสินค้า ว่ารับสินค้ามาเมื่อใด จะต้องเก็บไว้ที่ไหน จะส่งไปที่ไหนยังไง ใคร
จะมารับ ส่วนภาพที่ผู้บริโภคจะเห็นคือ การซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต เวลาซื้อก็หยิบใส่ตะกร้าคิดเงินผ่านเครื่องอ่าน RFID ครั้งเดียวคิดเงินได้ทันที ไม่ต้องหยิบมายิงบาร์โค้ดทีละชิ้นให้เสียเวลา และเตือนผู้ซื้อได้หากสินค้าที่ซื้อหมดอายุ และจ่ายเงินผ่านบัตรเงินสดที่มี tag rfid หรือแม้แต่ผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งในประเทศไทย ปัจจุบัน วันที่บันทึกเรื่องนี้ก็ได้เห็น true ประกาศ ซิมrfid ออกมาแล้วทำให้สามารถใช้ได้กับมือถือรุ่นใหนก็ได้ ซึ่งต่อไปจะสามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้มากมาย
- ใช้กับรถบรรทุก ตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อช่วยจัดการระบบขนส่งของบริษัทให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมตรวจสอบได้ว่าเมื่อเอาชิพไปติดกับสินค้าเพื่อเข้าสู่ระบบขนส่ง ข้อมูลทั้งหมดจะเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมตรวจสอบว่าเริ่มส่งสินค้าเมื่อใด ส่งที่ไหน อย่างไร ถ้าหากสินค้าถูกส่งไปผิดที่หมาย ระบบก็สามารถตรวจสอบความผิดพลาดได้ทันที
ซึ่งจะเข้ามาเป็นตัวเสริมให้ระบบขนส่งรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น
- ในอนาคตกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมีนโยบายที่จะพัฒนาทะเบียนรถอัจฉริยะที่ติดตั้งเทคโนโลยี RFID โดยเป็นความร่วมมือระหว่างเนคเทค ซอฟต์แวร์ปาร์ค ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และ
บริษัท ไอแดนทิไฟ ร่วมกันพัฒนาต้นแบบชิพติดเครื่องยนต์เพื่อใช้กับระบบทางด่วนแบบใหม่ ที่สามารถคำนวณราคาร่วมค่าบริการทางด่วน โดยใช้บัตรเงินสดติดชิป RFID โดยไม่ต้องต่อจอดรถต่อคิวเสียค่าทางด่วนเหมือนเคย
- บริษัท FedEx และ UPS ได้ติดตั้ง RFID เข้ากับสินค้าที่จัดส่ง ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลใน website ได้ว่าสินค้าที่ตนส่งนั้น ปัจจุบันอยู่ที่ใดในโลก
- ระบบรักษาความปลอดภัยและติดตามสัมภาระ ในอุตสาหกรรมการบินใช้ RFID ฝังไปกับบัตรโดยสาร
(Boarding Pass) จะทำให้ระบบการตรวจเอกสารสำหรับการเดินทางโดยเครื่องบินสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง
- ระบบหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-passport) ซึ่งทางสหรัฐอเมริกากำลังกำหนดมาตรฐานการเข้าออกประเทศ เพื่อป้องกันผู้ก่อการร้าย รวมถึง e-citizen ด้วย
- การบริหารระบบคลังสินค้า (Inventory Management) โดยใช้ RFID ทำให้สามารถบริหารสต๊อกด้วยระบบ
Just in time (JIT) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้นระบบ RFID ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนในการบริหารสินค้าคงคลัง ทำให้ไม่ต้องสต๊อกของมากเกินความจำเป็น เงินทุนไม่จม และไม่ต้องมีภาระรับผิดชอบจากปัญหาของเสียจากการเก็บสินค้านานเกินไป
- ระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ (Immobilizer) ป้องกันการขโมยรถยนต์
- ห้องสมุดดิจิตอล ใช้ในการยืมคืนหนังสืออัตโนมัติและใช้ตรวจสอบว่าหนังสืออยู่ผิดที่หรือเปล่า มีหนังสือเหลืออยู่ที่ชั้นกี่เล่มโดยไม่ต้องไปนับด้วยตัวเอง
- โรงพยาบาลบางแห่งในเอเชียได้นำป้ายระบบนี้มาใช้ในการระบุคนไข้โรคซาร์ (SARS) และสถาบันด้านสาธารณสุขบางแห่งเริ่มใช้เทคโนโลยีนี้ในการใส่ประวัติการเจ็บป่วยและสุขภาพของคนไข้ให้ห่วงที่ผูกข้อมือขณะอยู่ในโรงพยาบาล
- กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาใช้งบประมาณกว่า 11,000 ล้านบาท ในการพัฒนา RFID มาติดตามการขนส่งอาวุธ เพื่อป้องกันการโจรกรรม
- บ่อนคาสิโนได้นำ RFID ฝังลงในชิปที่ใช้แทนค่าเงิน ซึ่งจะมีประโยชน์โดยช่วยป้องกันการนำแผ่นชิปปลอมมาใช้
- เทคโนโลยี “เวอร์ชิป” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีติดตามตัวขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าว ฉีดเข้าในร่างการมนุษย์ เพื่อใช้ในการติดตามตัวและช่วยเหลือจากการถูกลักพาตัว โดยใช้ร่วมกับเทคโนโลยี
RFID กำลังกลายเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกต้องติดตามเมื่อมีการประยุกต์ใช้ในการค้าระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความมั่นคงปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ของโลกหลายรายได้มีการใช้งาน RFID อย่างจริงจัง รวมทั้งรัฐบาลสหรัฐและหลายๆประเทศได้ผลักดันให้มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย เพื่อให้เกิดมาตรฐานกลางขึ้นเพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกันได้ทั่วโลก
รูปที่ 1 แสดงการรับส่งข้อมูล RFID และระบบคอมพิวเตอร์
โดยทั่วไปแล้ว องค์กรต่างๆเข้าใจผิดว่า RFID จะมาแทนที่ barcode แค่นั้น ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ของ RFID
ที่ไม่ค่อยคุ้มค่า และยังไม่ได้มองเผื่ออนาคต ทำให้ไม่มีการเตรียมการสำหรับการจัดการข้อมูล Transaction ที่จะเกิดขึ้นในแบบ real-time จากระบบ RFID โดยมักจะสนใจเพียงในแง่ว่าทำอย่างไรให้ Tags ราคาถูกลงหรือมองที่ค่าใช้จ่ายเพียงด้านเดียว และมีน้อยมากที่จะสนใจในแง่ของข้อมูลที่จะสามารถเก็บได้จากระบบ RFID เพื่อนำมาวิเคราะห์และจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งถ้าเราสนใจที่จุดนี้ จะสามารถมองภาพรวมของระบบที่จะเกิดขึ้น พร้อมวางแผนและดำเนินการพัฒนาระบบให้ตอบสนองกับกลยุทธ์ขององค์กร และจะประสบปัญหาด้านการ integration
น้อยกว่าในระยะยาว ซึ่งแนวความคิดของ middleware จะมารองรับตรงจุดนี้ได้
โอกาสหน้าจะมาเขียนถึงหลักการทำงานของ RFID ในเชิงกายภาพและ specification ของอุปกรณ์ มาตรฐานต่างๆ เช่น EPC GS1 รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้ rfid มาเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน
Reference Website
http://udonoa.blogspot.com/2008/06/rfid_15.html
Data Warehouse
Data Warehouse คืออะไร
คลังข้อมูล (data warehouse) คือ ฐานข้อมูลขนาดยักษ์ ที่รวบรวมฐานข้อมูลจากหลายแหล่งหลายช่วงเวลา
คลังข้อมูลแตกต่างจากฐานข้อมูลอย่างไร?
โดยปกติแล้ว ฐานข้อมูลในองค์กรทั่วไปจะมีลักษณะที่ค่อนข้างทันต่อเหตุการณ์ เช่น ฐานข้อมูลพนักงานก็จะเก็บเฉพาะพนักงานในปัจจุบัน จะไม่สนใจข้อมูลพนักงานเก่า ๆ ในอดีต ซึ่งอาจจะมีข้อมูลอะไรบางอย่าง ที่มีประโยชน์สำหรับผู้บริหาร ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพและคุณลักษณะต่าง ๆ ขององค์กร. นอกจากนี้ ฐานข้อมูลแต่ละอันมักถูกออกแบบมาใช้เก็บข้อมูลเฉพาะด้าน จึงมีข้อมูลเฉพาะบางส่วนขององค์กรเท่านั้น ฉะนั้นคลังข้อมูลจึงถูกออกแบบมา เพื่อรวบรวมข้อมูลในทุกส่วนของทั้งบริษัท ทั้งเก่าและใหม่ไว้ด้วยกัน ไม่มีการลบทิ้งข้อมูลเก่า ๆ ที่ไม่จริงในปัจจุบัน
โดยสรุปคือ
- คลังข้อมูล ใช้เพื่อการวิเคราะห์ (ข้อมูลทั้งอดีตและปัจจุบัน)
- ฐานข้อมูล ใช้เพื่อทำการประมวลผล (เฉพาะข้อมูลปัจจุบัน)
คุณสมบัติคลังข้อมูล
คุณสมบัติของระบบฐานข้อมูลคลังข้อมูล ที่แตกต่างจากฐานข้อมูลทั่วๆ ไป ประกอบด้วย
1. Subject Oriented
2. Integrated
3. Time-variant
4. Non-volatile
1. Subject Oriented
คลังข้อมูลจะต้องถูกสร้างจากหัวข้อหลักทางธุรกิจที่เน้นเนื้อหาที่สนใจ เช่น ลูกค้า (Customer) ผลิตภัณฑ์ (product) ยอดขาย (sales) ใบกำกับภาษีลูกค้า (customer invoicing) การควบคุมสต็อก (stock control) และ การขายผลิตภัณฑ์ (product sales) สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการการจัดเก็บเพื่อใช้ในการสนับสนุน
การตัดสินใจ การวิเคราะห์ และดาต้ามายนิง (data mining)
2. Integrated
ข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบการตัดสินใจเป็นได้ทั้งข้อมูลจากแหล่งข้อมูลภายในและจากแหล่งข้อมูลภายนอก การจัดเก็บข้อมูลอยู่ในรูปแบบแตกต่างกัน (Different formats) หรือมาจากความแตกต่างของแพล็ตฟอร์ม แต่นำมาสร้างเป็นฐานข้อมูลที่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว
3. Time-variant
ข้อมูลในฐานข้อมูลปฏิบัติการมุ่งเน้นความเป็นปัจจุบัน และต้องปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา แต่ข้อมูลในคลังข้อมูลจะเป็นข้อมูลที่มีช่วงอายุในระยะเวลาหนึ่ง อาจมีระยะเวลาตั้งแต่ 5-10 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับความเหมาะสมเป็นหลัก การนำข้อมูลย้อนหลังที่เก็บรวบรวมไว้ก็เพื่อนำมาทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบ หาแนวโน้มและใช้พยากรณ์ทางธุรกิจ
4. Non-volatile
ข้อมูลในคลังข้อมูลนั้นจะมีความแตกต่างจากฐานข้อมูลที่ใช้งานอยู่ประจำวัน ฐานข้อมูลประจำวันจะมีการเพิ่ม ลบ หรือปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ขณะที่คลังข้อมูลมีจุดประสงค์เพื่อให้ยูสเซอร์เข้าถึงข้อมูลเพื่อเรียกใช้งานเท่านั้น การปรับปรุงข้อมูลในคลังข้อมูลถือเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลในคลังข้อมูลมุ่งเน้น
ประสิทธิภาพด้านการเรียกใช้ข้อมูลที่มีความรวดเร็วสูงเห็นหลักสำคัญมากกว่าการพิจารณาความซ้ำซ้อนในฐานข้อมูล
Reference Website
คุณสมบัติคลังข้อมูล
ประสิทธิภาพด้านการเรียกใช้ข้อมูลที่มีความรวดเร็วสูงเห็นหลักสำคัญมากกว่าการพิจารณาความซ้ำซ้อนในฐานข้อมูล
Data Visualization คืออะไร
Data Visualization คืออะไร
ในปี 2014 นั้นมี project ที่เกี่ยวกับ Data Visualization ออกมาจำนวนมากโดยมีรูปแบบและ การแสดงที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ ซึ่งการออกแบบของ project ต่างๆ มันขึ้นอยู่กับ
- การใช้งานข้อมูล
- การออกแบบ
- ประโยชน์ในการใช้งาน
มาดูกันว่ามี project อะไรบ้างที่น่าสนใจและแปลกใหม่กันบ้าง
1. The Upshot
เป็น project ที่นำข้อมูลของ New York Times มาแสดงผลในรูปแบบต่างๆได้อย่างน่าสนใจ ตัวอย่างเช่น
Where We Came From and Where We Went
แสดงข้อมูลการอพยพย้ายถิ่นของประชาชน โดยแสดงอยู่ในรูปแบบของ Stack Area Chart ซึ่งแสดงให้เห็นการเปรียบเทียบการอพยพได้อย่างชัดเจน แสดงดังรูป
The Most Detailed Maps You’ll See From the Midterm Elections
เป็นแผนที่สำหรับแสดงผลการเลือกตั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยแสดงข้อมูล คะแนนของการเลือกตั้งในแต่ละเมือง
แสดงข้อมูลตามความหนาแน่นของประชากร แสดงดังรูป
How the Recession Reshaped the Economy, in 255 Charts
สำหรับการแสดงข้อมูลของงานในแต่ละอุตสาหกรรม ว่ามีแนวโน้มอย่างไรบ้างมีการทำงาน และแสดงผลแบบ interaction ได้อย่างดี แนวนอนแสดงข้อมูลตามค่าเฉลี่ยของเงินเดือน แนวตั้งแสดงข้อมูลการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
โดยที่สีเขียว หมายถึง มีการเติบโต ส่วนสีเขียวคือลดลงแสดงดังรูป
2. Selfiecity
ทำการแสดงผลข้อมูลจากรูป Selfie จากรูปประมาณ 3200 รูป จาก 5 เมืองหลัก คือ
1.กรุงเทพ
2.Berlin
3.Moscow
4.New York
5.Sao Paulo
โดยนำข้อมูล อายุ เพศ อารมณ์ และข้อมูลอื่นๆ ที่ดึงมาจาก Amazon Mechanical Turk และ face detection มาใช้ในการวิเคราะห์แสดงดังรูป
3. Floodwatch
คือการ monitoring และ tracking โฆษณา online ทำให้เราเห็นว่า ผู้ใช้งานมีพฤติกรรมอย่างไรโดยใช้ข้อมูลจากพฤติกรรมของผู้ใช้งาน เช่น
- ขนาดของ banner ของโฆษณา
- เวลาการเข้ามาใช้งาน
- website ที่มาของโฆษณา
รวมทั้งสามารถนำไปเปรียบเทียบกับโฆษณาอื่นๆ ได้ และสามารถกรองข้อมูลที่ต้องการได้ด้วย แสดงดังรูป
4. Culture History
นักวิจัยนำข้อมูลของคนมาใช้งาน คือ สถานที่เกิด การเดินทาง และสถานที่ตายมาวาดกราฟ เพื่อให้เห็นว่าแต่ละคนมีการเคลื่อนไหว และ เดินทางอย่างไร นั่นมันแสดงถึงการเดินทางของวัฒนธรรมต่างๆ ที่มัน dynamic มากมาย
แสดงดังรูป
5. Visualizing Algorithms
เป็นการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ซึ่งได้เตรียม process และ pattern สำหรับการจัดการข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ด้วย algorithm ต่างๆ ทั้งการเรียงลำดับข้อมูล การเลือกกลุ่มข้อมูลตัวอย่าง และ การสร้างข้อมูลแบบสุ่มผลที่ได้คือ
เราได้ทำการเรียนรู้จากข้อมูลที่เรามีอยู่ว่าจะนำมาประมวลผล และ แสดงผล ที่มีประโยชน์ได้อย่างไร
แสดงดังรูป
Reference Website
วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2560
Spiral model คืออะไร
Spiral model เป็นโมเดลที่ใช้ความเสี่ยงเป็ฯเครื่องตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป
ขั้นตอนในแต่ละรอบ ถูฏพัฒนาโดย Boehm ใน ค.ศ.1988 เป็นแบบจำลองบันได้เวียน ที่รวมกระบวนการทำซ้ำของการสร้างต้นแบบ เข้ากับLinear sequential model Linear sequential model โดยมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
1. วิเคราะห์เป้าหมาย แนวทางเลือกต่างๆ เงื่อนไขต่างๆ
2. วิเคราะห์ความเสี่ยง
3. พยายามลดความเสี่ยงนั้น เช่น ทำ Prototype เพื่อทดสอบ
4. พัฒนาสินค้า
5.นำสินค้าให้ลูกค้าทดสอบ
ขั้นตอนในแต่ละรอบ ถูฏพัฒนาโดย Boehm ใน ค.ศ.1988 เป็นแบบจำลองบันได้เวียน ที่รวมกระบวนการทำซ้ำของการสร้างต้นแบบ เข้ากับLinear sequential model Linear sequential model โดยมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
1. วิเคราะห์เป้าหมาย แนวทางเลือกต่างๆ เงื่อนไขต่างๆ
2. วิเคราะห์ความเสี่ยง
3. พยายามลดความเสี่ยงนั้น เช่น ทำ Prototype เพื่อทดสอบ
4. พัฒนาสินค้า
5.นำสินค้าให้ลูกค้าทดสอบ
Porter's model คือ
Porter's model คืออะไร
ในปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจในหลายๆ ด้าน การแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของกิจการ คู่แข่งจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะใช้วิธีการตัดราคา ซึ่งไม่ส่งผลดีในระยะยาว ดังนั้นผู้บริหารของกิจการควรจะพิจารณาปัจจัยหลักที่เข้ามามีผลกระทบต่อการดำเนินธุระกิจของกิจการ
ปัจจัยกดดันทั้ง 5 (Five Force Model) คือเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์คู่แข่ง สภาพแวดล้อมการแข่งขัน เพื่อวางแผนกลยุทธ์ของกิจการและปัจจัยที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยมี Michael E. Porter เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้
1.การเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ เป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรง เพราะจะทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของธุรกิจลงลด การที่ผู้ประกอบการเลือกทำธุรกิจที่มีคูล้อมรอบ (Moat) จะทำให้คู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาดได้ยาก คูล้อมรอบธุรกิจได้แก่ ตราสินค้าที่แข็งแกร่ง ฐานลูกค้าที่จงรักภักดีในแบรนด์สินค้า ความสามารถในบริหารต้นทุน ฯลฯ การเข้ามาของคู่แข่งอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของกิจการ ดังนั้นผู้บริหารจะต้องมีการวิเคราะห์งบการเงินทั้งกิจการตนเอง และคู่แข่ง (ถ้าสามารถหาได้ ซึ่งสามารถเข้าถึงได้จากเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และบริษัทเอกชนที่ให้บริการข้อมูล ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่าย)
2.การต่อรองของลูกค้า ผู้ประกอบการต้องสร้าง คุณค่าในตัวสินค้า(คุณค่าของสินค้าคือประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับจากการใช้งานผลิตภัณฑ์) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า หากกิจการต้องพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่รายนั้นเป็นความเสี่ยงที่ลูกค้าสามารถต่อรองราคาสินค้าและบริการได้ ซึ่งจะทำให้กำไรของกิจการลดลง ผู้ประกอบการจะต้องกำหนดกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน นอกจากนั้นผู้ประกอบการจะต้องสร้างแบรนด์สินค้าให้แข็งแกร่ง
3.สินค้าทดแทน ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาว่าลูกค้าสามารถหาสินค้าทดแทนได้ยากง่ายเพียงใด การเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทนมีความยากง่ายเพียงใด ระดับราคาและคุณภาพของสินค้าทดแทน
4.ช่องทางการจัดจำหน่ายหรือ ซัพพลายเออร์ ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาในสภาพวาดล้อมของธุรกิจว่ามีผู้จัดจำหน่ายรายใดมีอำนาจต่อรองได้สูง การรวมกลุ่มของผู้ประกอบการจะทำให้มีอำนาจต่อรองกับผู้จัดจำหน่ายได้สูง
5.การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมผู้ประกอบการต้องพิจารณาถึงจำนวนคู่แข่งภายในอุตสาหกรรม สัดส่วนตลาดของคู่แข่งแต่ละราย เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการเข้าทำตลาดในผลิตภัณฑ์นั้น
ในปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจในหลายๆ ด้าน การแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของกิจการ คู่แข่งจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะใช้วิธีการตัดราคา ซึ่งไม่ส่งผลดีในระยะยาว ดังนั้นผู้บริหารของกิจการควรจะพิจารณาปัจจัยหลักที่เข้ามามีผลกระทบต่อการดำเนินธุระกิจของกิจการ
ปัจจัยกดดันทั้ง 5 (Five Force Model) คือเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์คู่แข่ง สภาพแวดล้อมการแข่งขัน เพื่อวางแผนกลยุทธ์ของกิจการและปัจจัยที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยมี Michael E. Porter เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้
1.การเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ เป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรง เพราะจะทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของธุรกิจลงลด การที่ผู้ประกอบการเลือกทำธุรกิจที่มีคูล้อมรอบ (Moat) จะทำให้คู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาดได้ยาก คูล้อมรอบธุรกิจได้แก่ ตราสินค้าที่แข็งแกร่ง ฐานลูกค้าที่จงรักภักดีในแบรนด์สินค้า ความสามารถในบริหารต้นทุน ฯลฯ การเข้ามาของคู่แข่งอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของกิจการ ดังนั้นผู้บริหารจะต้องมีการวิเคราะห์งบการเงินทั้งกิจการตนเอง และคู่แข่ง (ถ้าสามารถหาได้ ซึ่งสามารถเข้าถึงได้จากเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และบริษัทเอกชนที่ให้บริการข้อมูล ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่าย)
2.การต่อรองของลูกค้า ผู้ประกอบการต้องสร้าง คุณค่าในตัวสินค้า(คุณค่าของสินค้าคือประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับจากการใช้งานผลิตภัณฑ์) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า หากกิจการต้องพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่รายนั้นเป็นความเสี่ยงที่ลูกค้าสามารถต่อรองราคาสินค้าและบริการได้ ซึ่งจะทำให้กำไรของกิจการลดลง ผู้ประกอบการจะต้องกำหนดกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน นอกจากนั้นผู้ประกอบการจะต้องสร้างแบรนด์สินค้าให้แข็งแกร่ง
3.สินค้าทดแทน ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาว่าลูกค้าสามารถหาสินค้าทดแทนได้ยากง่ายเพียงใด การเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทนมีความยากง่ายเพียงใด ระดับราคาและคุณภาพของสินค้าทดแทน
4.ช่องทางการจัดจำหน่ายหรือ ซัพพลายเออร์ ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาในสภาพวาดล้อมของธุรกิจว่ามีผู้จัดจำหน่ายรายใดมีอำนาจต่อรองได้สูง การรวมกลุ่มของผู้ประกอบการจะทำให้มีอำนาจต่อรองกับผู้จัดจำหน่ายได้สูง
5.การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมผู้ประกอบการต้องพิจารณาถึงจำนวนคู่แข่งภายในอุตสาหกรรม สัดส่วนตลาดของคู่แข่งแต่ละราย เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการเข้าทำตลาดในผลิตภัณฑ์นั้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









